บทที่ 14 ตอนที่ 7 อำพราง 2
ราตรีนี้ยังยาวนานนัก ลมหนาวยังคงเย็นจัด
ทว่าซิงเยว่ที่เร่งรุดกลับห้องมากลับมีสภาพเหงื่อท่วม เลือดโชก ยังดีที่มีรัตติกาลช่วยบดบัง ทั้งความเคลื่อนไหวและสีโลหิตบนอาภรณ์จึงไม่อาจสังเกตเห็นโดยง่าย
เมื่อถึงหน้าห้องพักในเรือนปีกข้าง หญิงสาวค่อยๆ แง้มประตูเข้ามาด้วยความเงียบไร้สุ้มเสียง นับว่าโชคดีที่สาวใช้อีกคนผู้เป็นสหายร่วมห้องหลับสนิทประหนึ่งตายจาก
ซิงเยว่ย่างเท้าแผ่วเบาอย่างที่สุด พลางชำเลืองมองคนหลับเป็นระยะ เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ตื่นขึ้นมาง่ายๆ นางก็รีบถอดเสื้อผ้าเปื้อนเลือดออกจนเรือนร่างเปลือยเปล่า คว้าถังไม้มาใส่ทุกอย่างลงไปไม่เว้นแม้แต่เอี๊ยมสีเปลือกไข่เพราะเห็นโลหิตซึมเป็นหย่อมๆ ดุจดอกเหมยแย้มบาน จากนั้นถังไม้ที่มีหลักฐานหนาแน่นก็ถูกยัดใส่ใต้เตียงนอน ก่อนที่นางจะยกอ่างน้ำมาล้างหน้าเช็ดตัวจนสะอาดเอี่ยม น้ำสีใสที่เปลี่ยนเป็นแดงฉานถูกเททิ้งลงบ่อเกรอะซึ่งมีกลิ่นไม่พึงประสงค์รุนแรงกว่ากลิ่นคาวโลหิต
ซิงเยว่ใช้ฝีเท้าเบากริบราวกับแมวตัวหนึ่งย่างเงียบๆ เร่งรุดมุดจากฝั่งด้านหลังกลับเข้าห้องเพื่อทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่อยู่ใต้เตียงด้วยการเผาไฟเป็นลำดับสุดท้าย
ทว่ายังเดินไม่ถึงเตียงนอน สายตาพลันสะดุดเข้ากับร่างสูงสง่าของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง
เขายืนนิ่งหน้าเตียงนอนของนาง ดวงตาคมกริบบนใบหน้าหล่อเหลาจ้องนิ่งตรึงร่างนางเอาไว้ ท่วงท่าสุขุมลุ่มลึกแลดูร้อนรุ่มแปลกประหลาด ซิงเยว่ลำตัวชาวาบ
ทันใดเขาพลันยกนิ้วดีดบางสิ่งออกไปทางอีกเตียงที่มีสาวใช้ร่วมห้องนอนหลับอยู่ เมื่อวัตถุปลายนิ้วถูกส่งออกไปในพริบตา สาวใช้ผู้นั้นก็สะดุ้งตื่นลุกพรึบ
“อ๊ะ!” สาวน้อยอุทาน แต่หลังปรับสายตาได้แล้วนางจึงละล่ำละลักเรียกอย่างตะกุกตะกัก “น่ะ นายน้อย”
“ออกไป...”
หลิวไท่หยางเอ่ยปากไล่สาวใช้ผู้นั้นโดยที่ดวงตายังจับจ้องที่ซิงเยว่แน่นิ่งมิละจาก
สาวใช้ผู้นั้นรีบผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปจากห้องทันทีโดยไม่รอให้ถูกสั่งรอบสอง ไม่แม้แต่จะเสียเวลานั่งหาว
เมื่อออกจากห้องมายังรีบปิดประตูให้เจ้านายหนุ่ม ด้วยคิดว่าอีกฝ่ายคงมาหาซิงเยว่ด้วยอารมณ์รุ่มร้อนบุรุษเพศ สาวใช้ต่ำต้อยไหนเลยจะปฏิเสธได้
นางยืนเกาศีรษะหาวหวอดก่อนกอดอกฝ่าลมหนาวเดินไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
ห้องปีกข้างอีกฝั่งของเรือนยังพอมีที่นอนให้นางแทรกกายได้อยู่หรอก...
ภายในห้องค่อนข้างมืดสลัว เพราะห้องสาวใช้มิได้มีโคมเทียนสว่างไสวเทียบเท่าห้องเจ้านาย
ซิงเยว่ที่ยืนตะลึงอึ้งงันอยู่จึงมองสีหน้าของเจ้านายไม่ออก นางไม่รู้ว่าเขาอยู่ในอารมณ์แบบไหน มิรู้ว่ามาทำไม จึงทำได้เพียงยืนหยั่งเชิงตามสัญชาตญาณ กล่าววาจาอันใดไม่ออกสักคำ กระนั้นนางยังพยายามทำท่าสุขุมเยือกเย็นพลางเร่งตรึกตรอง
หญิงสาวค่อนข้างมั่นใจว่าเหตุการณ์ร้ายแรงเมื่อครู่ไม่มีใครเห็นแน่นอน เพราะนางรีบผละออกมาก่อนตั้งแต่หางตาแลเห็นเงาตะคุ่มกำลังเปิดประตูเรือนพักแต่ยังมิทันได้ออกมาทักทายอันใด เจ้ากักขฬะผู้นั้นทั้งลิ้นขาดทั้งตาบอด มันพูดไม่ได้ มองไม่เห็น จะฟ้องร้องชี้ตัวผู้ร้ายได้อย่างไร
ดังนั้นนายน้อยหลิวย่อมไม่ได้มาเพื่อเอาผิดนางแน่
แต่...หรือจะมาทำมิดีมิร้าย
พวกผู้ชายคงคิดได้แค่เรื่องกามารมณ์ถูกหรือไม่?
สาวน้อยพลันหรี่ตา ประกายตาฉายอำมหิตบ้าคลั่ง เริ่มระมัดระวังเนื้อตัวทันใด
กระทั่งความคิดอันลึกล้ำนั้นของซิงเยว่ต้องตกไป เมื่อหลิวไท่หยางสะบัดฝ่ามือหนึ่งครา
เตียงนอนของซิงเยว่พลันเคลื่อนครืดออกด้านข้าง เผยสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใต้ ถังไม้ที่มีเสื้อผ้าเปื้อนเลือดสดๆ จึงเปิดเผยความจริงอย่างมิอาจปิดบัง
หญิงสาวเบิกตากว้าง หนังหัวชาหนึบ ลำตัวชาวาบ
ความคิดที่ว่าเจ้านายเข้ามาเพราะต้องการทาสกามาพลันอันตรธาน ซิงเยว่ยืนนิ่งแข็งค้างมิสร่างซา แน่ใจแล้วว่าเขามาเพื่อจับคนร้าย
นายน้อยผู้นี้ ไฉนปราดเปรื่องนัก!
ท้ายที่สุดหญิงสาวมิทันคิดหาทางแก้ไขหรือแก้ต่าง หลิวไท่หยางพลันสะบัดมืออีกครา เกิดกำลังภายในสายหนึ่ง เป็นพลังปราณไร้รูปลักษณ์ แต่ทว่าสามารถหอบเอาเทียนเล่มเดียวในห้องลอยลิ่ว ทั้งประกายเพลิงลุกโชนมากกว่าเดิม
ชั่วขณะตกตะลึงพรึงเพริดและหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อความผิดที่ถูกจับได้ เสื้อผ้าในถังไม้พลันเกิดไฟลุกพรึบ ทั่วทั้งห้องสว่างวาบ
ซิงเยว่ยิ่งงุนงงสับสนเมื่อเห็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดถูกทำลายทิ้งต่อหน้าต่อตา
และเมื่อประกายไฟก่อเกิดความสว่างไสวปานนั้น หลิวไท่หยางที่มองเพียงซิงเยว่เนิ่นนานจึงได้เห็นริมฝีปากอิ่มมีริ้วรอยจากการถูกย่ำยีจนปริแตกชัดเจน เสี้ยวเวลานั้น ชายหนุ่มพลันกระจ่างถึงสาเหตุแห่งความอำมหิตของนาง
“เจ้า...”
บุรุษเอ่ยเรียกได้แค่นั้นด้วยความรู้สึกคล้ายถูกไม้ตีกระแทกที่ใบหน้า ตามด้วยกระทืบซ้ำๆ ที่หัวใจ
ซิงเยว่กะพริบดวงตากลมใสมองอย่างฉงนสงสัย
จังหวะนั้นหลิวไท่หยางพลันเดินเข้ามาอย่างไม่คิด เขายื่นมือรั้งเอวบางประชิด โอบตัวนางไว้ในอ้อมแขน ฝังใบหน้านางเข้าแผงอกหนา
ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งเกิดขึ้นกับซิงเยว่ นางไม่ทันปฏิเสธนั่นคือเรื่องจริง ทว่าสิ่งที่จริงยิ่งกว่าคือนางไม่รู้ตัวว่าเหตุใดจึงไม่อาจปฏิเสธอ้อมแขนนี้ได้
“มันกล้ารังแกเจ้า...”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำดังอู้อี้ที่ริมหูขาว หญิงสาวยิ่งรับรู้ถึงกระแสแห่งความห่วงใยอย่างหาที่สุดมิได้เอ่อท้นล้นออกมา
ใบหน้าหล่อเหลาซบเส้นผมนุ่มลื่นเช่นนั้น ในขณะที่ซิงเยว่ฝังใบหน้าซุกแผงอกบุรุษไม่ไหวติง นางยืนนิ่งก็จริง ทว่าในใจกลับเต้นระส่ำรุนแรงอย่างน่ากังขา
ใจที่เต้นแรงนี้แฝงความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด มิใช่เต้นแรงเพราะตื่นตัวอย่างต้องการระแวดระวัง ยิ่งมิใช่เพราะรังเกียจที่ควรเกิดจากการฉวยโอกาสเอาเปรียบอิสตรี
ซิงเยว่รับรู้ได้ว่าอ้อมกอดนี้มีความหมาย
เขาห่วงหาและหวงแหนนางกระนั้นหรือ?
ทันใดนั้นหลิวไท่หยางพลันผละนางออกแล้วสะบัดแขนเสื้อเสียงดังพรึบ หมุนกายออกจากห้องไปอย่างฉุนเฉียว
